29/10/2020

ริวิวหนังออนไลน์

รีวิวหนังใหม่

Saving private ryan ฝ่าสมรภูมินรก สุดยอดหนังสงครามในตำนาน โดยพ่อมดแห่งวงการฮอลลีวูด

1 min read
Saving private ryan

Saving private ryan อธิบาย ความเป็นตำนาน หนังประวัติศาสตร์สงครามโลกตรั้งที่สองได้อย่างไร ?

Saving private ryan ออกฉายครั้งแรกในปี 1998 นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งของ ผู้กำกับในตำนานอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้ที่ฝากผลงานที่ทุกคนต้องรู้จักอย่าง Jurussic park , E.T. , Jaw และผลงานอีกหลายๆเรื่อง ที่สร้างหนังเรื่องโปรดให้กับคุณ ในหนังเรื่องนี้ สปีล เบิร์ก ได้สร้าง หนังสงครามโลก โดยยกเอาเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะที่อเมรืกายกพลขึ้นบกที่อ่าว นอร์มังดี ประเทศ ฝรั่งเศส หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งในปฎิบัติการครั้งนี้ว่า D-Day ในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นสมรภูมิที่ ฝ่ายนาซีตั้งรับอเมริกาอยู่บนอ่าว จึงทำให้กลายเป็นทุ่งสังหารหมู่

นับว่าเป็นศึกแรกอย่างเป็นทางการ ที่อเมริกาประกาศสงครามกับเยอรมัน ถือว่าเป็นการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ภายในเรื่องได้ถ่ายทอดเหตุการ์สงคราม ได้เหมือนจำลองการสู้รบจริงๆ ความโหดร้ายในสงคราม ชีวิตผู้คนที่ถูกกระสุนเจาะผ่านร่างกาย ซากศพทหารที่นอนอยู่เต็มหาด

ภาพเหล่านี้เป็นส่วนประกอบจริงๆ ในสงครามโลกครั้งสองที่เกิดขึ้นจริง เนื้อเรื่องได้ใส่เหตุการณ์ที่นำโดย ร้อยเอก จอห์น มิลเลอร์ นำแสดงโดย ทอม แฮงส์ ดีกรีนักแสดงรางวัลออสการ์ ได้รับภารกิจให้พาตัว ไรอัน นำแสดงโดย แม็ตต์ เดม่อน กลับบ้าน 21 Jump Street

แต่ตัวพลทหารไรอัน ติดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของนาซี ทำให้ร้อยเอก จอห์น มิลเลอร์ และพลทหารผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ ด้วยการเดินทางฝ่าวงล้อมนาซีตามหา ไรอัน ตลอดทั้งเรื่องนั้น คอยมีเหตุการณ์ให้คนดูอย่างเรา ต้องโฟกัสกับเนื้อเรื่องตลอด ก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงว่า เป็นหนังประวัติศาสตร์ที่ สมจริงอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

Saving private ryan หนังสงคราม ดีๆ มีพูดถึงสัญลักษณ์ ในเรื่องอย่างไรบ้าง ?

อีกหนึ่งอย่าง ที่ทำให้เป็นที่จดจำ ภายในเรื่อง ก็คือสิ่งที่ สปีลเบิร์ก ได้นำสิ่งส่วนประกอบต่าง ๆ มาใส่ แต่มีอีกหนึ่งอย่างที่สนใจก็คือ เวลาที่เหล่าทหารเจอเข้ากับเหตุการณ์ที่เลวร้าย จะพูดคำว่า ”Fubar ถอยทำถ้วย‘’ ซึ่งถือว่าเป็นคำพูดจากเหตุการณ์จริง ในหมู่ทหารอมเริกา สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

คำว่า Fubar เป็นคำย่อมาจากคำว่า Fucked Up Beyond All Repair หรือ Fucked Up Beyond Any Recognition แปลได้ว่า เละจนไม่มีทางแก้ ตัวอย่างเช่น เวลาถูกข้าศึกโจมตีจนเสียหาย ไร้หนทางที่จะสู้ชนะ

จึงได้มาเป็นคำแสลงกันต่อมา ในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้สร้างอย่าง สปีลเบิร์ก ได้ใส่คำแสลงนี้ลงไปให้กับเหล่าทหารที่ ต้องทำภารกิจช่วยเหลือ คนเพียงคนเดียว ที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมศัตรู จึงกลายเป็นภารกิจที่บ้าและโอกาสรอดน้อย ตัวละครจึงได้บ่นเป็นคำพูด Fubar กันตลอดทั้งเรื่อง

นอกเหนื่อจากประโยคแสลงแล้ว สัญลักษณ์ที่ซ้อนอยู่ภายในเรื่องก็คือ การที่ตัวละครหลักถูกทบสอบจิตใจ แต่ละซีนจะคอยเพิ่มความท้าทาย และถูกปูด้วยความโหดร้ายของสงคราม สิ่งใดที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง ก็จะถูกอักฝ่ายใช้เป็นข้อได้เปรียบ

  อย่างเช่น การทำลายความเห็นใจ ใช้ประชาชนบริสุทธิ์เป็นเหยื่อล่อให้ ทหารอเมริกันต้องช่วยเหลือ จึงเป็นช่องโหว่ในการถูกโจมตีได้ เป็นต้น ถือว่าเป็นเทคนิคของผู้สร้าง ที่จงใจใส่มา

เพื่อให้คนดู ไม่สามารถคาดเดากับเหตุการณ์ต่อไปได้เลย จากจุดเล็กๆกลายเป็นเรื่องใหญ่ในภายหลัง สร้างความเสียหายได้ ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ภายในเรื่องยังมีอีกมาก จึงไม่ควรพลาด หากเป็นคนชื่นชอบหนังแนวสงคราม World War Z

Saving private ryan

หนังออสการ์ห้ามพลาด Saving private ryan บรรยายถึงความน่ากลัวของสงครามภายในเรื่อง ว่าอย่างไรบ้าง ?

ไม่ว่าสงคราม จะโหดร้ายซะแค่ไหน ถ้าเรายังมีตวามเป็นคนอยู่ ไม่ว่าจะเลวร้ายซะแค่ไหน ยังไงคนๆนั้นก็ต้องรอด ด้วยตัวละครภายในเรื่องมีความหลากหลายทางอาชีพ ก่อนที่จะมาเป็นทหารจับปืน อย่างร้อยเอก จอห์น มิลเลอร์ เป็นครูมาก่อนที่จะเป็นทหาร

เขาได้รับคำสั่งให้ทำภารกิจที่ไม่มีทางรอด นอกจากเขาแล้วที่เคยเป็นอาชีพอื่นมาก่อน ก็ยังมีคนอื่นๆในหน่วยอีก ที่เคยทำอาชีพอื่นมาก่อน สุดท้ายแล้วในภาวะสงครามทหารทุกคนก็แค่เบี้ย ตัวๆหนึ่งที่คอยทำตามคำสั่ง

จากคนที่มีอำนาจมากกว่า ความกดดันความกลัว จะพาไปสู่ความโกลาหลตัวละครหลักทั้งหน่วยของ ร้อยเอก มิลเลอร์ ต่างปิดบังความลับของตัวเอง ภายในจิตใจกัน อย่างตัวของเขาเองก็มีอาการสั่น

ซึ่งเป็นโรคหนึ่งที่ชื่อว่า พาร์กินสัน เขาต้องหลบตัวเองไม่ให้ลูกน้องเห็น ว่าตัวเองมีอาการอ่อนแอ เพราะทุกคนในหน่วยต่างต้องหวังพึ่ง สงครามภายในเรื่องนี้ เหมือนเป็นโลกจำลองอันโหดร้าย ที่ทุกคนต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่งี่เง่า ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบไหน ขอเพียงแค่ทุกคนต้องปฎิบัติตาม Prisoners

Saving private ryan

จุดแข็งที่ทำให้ หนังเรื่องนี้น่าสนใจ

นอกจากฉากสงครามที่ระทึกใจแล้ว อย่างบอกไม่ถูกแล้ว ยังมีเรื่องการสร้างตัวละครที่แข็งแรง ตัวละครทุกคนมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน อย่างตัวละครที่ชื่อว่า ไรอัน(คนละคนกับที่ตามหา) มีความกลัวต่อตวามรุนแรง ไม่กล้าที่จะยิงสู้กับศัตรู ด้วยเหตุของความกลัว ทำให้เพื่อนร่วมหน่วยต้องตาย

ขณะที่ตัวเองมีโอกาสที่จะช่วยได้ แต่กลับเลือกที่จะแอบ ซึ่งเหมือนเป็นการบอกถึง ความไม่พร้อมที่จะรบ จากชายผู้ที่พิมพ์ดีดเป็นเพียงอย่างเดียว ต้องมาจับปืนรบฆ่าเอาชีวิตคนอื่น เหมือนสงครามที่จะเป็นตัวเปลี่ยนผู้คน ให้เป็นเครื่องจักรสังหาร ไร้จิตใจเมตตาของความเป็นคน

จังหวะหนังเองก็เป็นส่วนช่วย ให้หนังชวนน่าติดตาม ด้วยความเป็นสปีลเบิร์กแล้ว ย่อมมีมุมมองอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น ได้ทำให้คนดูรู้สึกชีวิตมีค่าขึ้นมาทันที กว่าจะช่วยพาไรอันกลับไปได้ ย่อมแลกมาหลายชีวิตที่สละ ให้กับเขา ถึงขั้นตอนจับ ทอมแฮงส์ ได้ดึง แม็ต เดม่อน เข้ามากระซิบว่า ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าซะ

เหมือนเป็นการส่งต่อของคนรุ่นเก่าถึงคนรุ่นใหม่ ที่เป็นกำลังที่มีบทบาทอนาคตของชาติ หากไรอันจะต้องมาตายใน ขณะที่เป็นเด็กหนุ่ม นับว่าเรากำลังสูญเสียทายาทของชาติ หนังเรื่องนี้ถูกสร้างในช่วงก่อนเปลี่ยนผ่าน เข้าสู่ศัตวรรตที่ 20

ซึ่งคนยุคนั้นมองว่า ยุคข้างหน้านั้นสังคมจะเปลี่ยนไป ความเชื่อของคนรุ่นเก่า จะไม่สามารถใช้ได้กับคนรุ่นใหม่อย่าง ไรอัน ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่เพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับวัยที่เหมาะสม 

สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่งต่อให้กับหนังสงครามยุคใหม่

ในอดีตนั้นหนังที่สร้างจากประวัติศาสตร์ ยิ่งเป็นสงครามโลกแล้ว ผู้สร้างต่างเชิดชูเกียรติผู้เข้าร่วมสงคราม หรือพูดถึงชัยชนะสงครามในอดีต จึงทำให้หนังขาดสีสัน มีแต่ฉากแอ็คชั่นเพียงอย่างเดียว พอมาเป็นหนังเรื่องนี้ สปีลเบิร์ก ได้ตีความสงครามขึ้นมาใหม่

และเป็นต้นแบบของการ สร้างปมของตัวละคร ใน หนังประวัติศาสตร์ จากยุคนั้นจนถึงยุคนี้ ถือว่าเป็นยุคจุดเปลี่ยน การรับชมของผู้คนที่ชื่นชอบหนังที่มีดีเทลมากกว่า พล็อตที่วางมา นอกจากการสร้าง Drama แล้ว เทคนิคฉากสงครามต่างๆ รวมถึงตัวประกอบต่างๆ ทำออกมาได้สมจริง ถ่ายทอดมุมมองภาพผ่านตัวละคร

ที่ต้องฝ่าฟันในสมรภูมิ อีกอย่าง สปีลเบิร์ก เองได้ใช้เทคนิคบีบอัดเฟรมภาพ ใช้เลนกล้องช่วงกว้าง แต่ทำให้ทุกอย่าง ดูอึดอัด โกลาหลอยู่ตลอด หลังจากหนังเรื่องนี้ได้ฉายออกไปแล้ว จึงมีหนังสงครามอีกหลายๆเรื่องตามมา ที่มอบให้หนังเรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจ และถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ขึ้นหึ้งอีกด้วย

จึงทำให้ เว็บรีวิวหนัง มองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอมุมมองประวัติศาสตร์อีกแง่หนึ่ง ของความเลวร้ายของสงคราม ได้ออกมาอย่างสมจริงและน่ากลัว โดยมีนักแสดงนำเจ้าบทบาทอย่าง ทอม แฮงส์ ที่กำลังมีชื่อเสียงอย่างมาก ในสมัยนั้น มาถ่ายทอดบทบาทการแสดง มาเสริมเนื้อเรื่องให้มีความสมจริงมากที่สุด

ฉากองค์ประกอบต่างๆ ทำออกมาได้เหมือนถูกปิดล้อมเมืองจริงๆ ถึงแม้จะถ่ายทำกันในสตูดิโอก็เถอะ ถือว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราไม่ได้ดูเอามันส์ แต่เพียงอย่างเดียว ยังคงมีดีเทลที่ถูกซ้อนด้วย ฝีมือผู้กำกับที่เป็นตำนานอย่าง สปีลเบิร์ก ที่สรรสร้างโลกของหนังสงครามเรื่องนี้ให้เป็นที่น่าจดจำ จนถึงถึงปัจจุบันนี้ Room

 

แทงบอลออนไลน์

UFABET

Copyright © All rights reserved. | Newsphere by AF themes.